โคตรรวย!!ด้วยทุเรียน คำนี้ใช้ได้จริงถ้ารู้วิธีทำ

ทุเรียน ได้รับขนานนามว่าเป็น ราชาแห่งผลไม้ เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยและภาคตะวันออก ทุเรียน เป็นไม้ผลที่ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงกว่าไม้ผลอีกหลายชนิด ตลอดระยะเวลา 3-4 ปี ที่ผ่านมา มีการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ตลาดยังมีความต้องการอีกมาก วันนี้ได้รวบรวมขั้นตอนวิธีการ ปลูกทุเรียน ตั้งแต่เตรียมดิน การปลูก การใส่ปุ๋ยดูแลรักษาทุเรียนของเราให้ต้นโตไวๆ มาฝาก สภาพดิน ควรเป็นดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินเหนียวปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี และมีหน้าดินลึก เพราะทุเรียนเป็นพืชที่อ่อนแอต่อสภาพน้ำขัง และความเป็นกรดด่างของดินอยู่ระหว่าง 5.5...

เห็ดโคนน้อย ปลูกง่ายๆ แต่รายได้โคตรงาม!!

สำหรับหนุ่มสาวที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่ เราต่างมองหาอาชีพที่ใช่ หนทางที่ชอบ เมื่อทำอะไรแล้วไปได้สวย เราก็พร้อมที่จะลุยเต็มที่ วันนี้เราอยากพาทุกคนไปรู้จักกับหนุ่มน้อยไฟแรง แถมใจกล้าไม้แพ้หนุ่มใหญ่เลยสักนิด นามของเขาคือ นายธีรชัย เที่ยงธรรม หรือที่ใครๆมักเรียกว่า “เล็ก” นั่นเอง ชายหนุ่มร่างบางสูง ผมสั้นรองทรงสบายตาวัย 23 ปี จบมัธยมต้นจาก กศน. อำเภอขุนหาญ เขตพื้นที่การศึกษาศรีษะเกษเขต 4 สาขาวิชาการเกษตร หันหลังให้อาชีพรับจ้าง กัดฟันอดทน...

“แชร์เทคนิคขั้นเทพ”เพราะเมล็ดพันธ์โดยไม่ต้องใช้ดิน

ข้อมูลของคุณChonpratanโดยระบุไว้ว่าได้นำเมล็ดที่ได้จากการรับประทานอินทผลัมเชื่อมมาล้างและแกะเมือกและเนื้อให้สะอาดด้วยน้ำยาล้างจานให้ความหวานและเมือกออกหมดจนเหลือแต่เมล็ดหลังจากนั้นนำเมล็ดที่ได้แช่น้ำ(ในส่วนที่ผมทดลองเองแช่น้ำเปล่าทิ้งไว้2วันเต็มๆก็ไม่เป็นไร)และแช่น้ำยาเร่งรากนาน12ชั่วโมงและนำออกห่อกระดาษหนังสือพิมพ์รดน้ำจนชุ่มแล้วใส่ถุงดำรอจนงอกประมาณ1สัปดาห์วิธีนี้ใช้ได้ผลดีครับแต่อยากจะแนะนำวิธีของอาจารย์ศักดิ์เพราะเข้าใจง่ายและสามารถนำไปดัดแปลงได้หลายวิธีมากกว่าซึ่งอุปกรณ์การเพาะก็ไม่มีอะไรมากอย่างแรกคือกระดาษชำระถ้าหาไม่ได้ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หรือสำลีแต่แนะนำให้ใช้กระดาษชำระดีกว่าเพราะง่ายในขั้นตอนของการคัดแยกต้นอ่อนคือสามารถนำไปปลูกลงดินโดยไม่ต้องเอาออกเพราะย่อยสลายได้ง่ายกว่าวัสดุชนิดอื่น อย่างที่สองคือกล่องพลาสติกที่มีฝาปิดเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในที่ปิดมิดชิดควบคุมอุณหภูมิกันการระเหยของน้ำและการปนเปื้อนของเชื้อราจากภายนอกได้อย่างที่สามคือปากคีบคีมคีบเมล็ดหรือหากไม่มีก็ใช้นิ้วมือที่สะอาดๆป้องกันเชื้อราและเชื้อโรคที่จะเกิดต่อไปและสุดท้ายสเปรน้ำหรือกระบอกฉีดน้ำที่ใช้เวลาจะรีดผ้าหรือถ้าไม่มีก็ไม่ต้องผมทดลองด้วยการนำกระดาษชำระจุ่มน้ำจนชุ่มก็ใช้ได้เหมือนกันที่ต้องป้องกันเชื้อราต่างๆก็เพราะจะเริ่มทำการเพาะเมล็ดในระบบปิดโดยใช้เพียงน้ำและกระดาษชำระเท่านั้นไม่มีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งส่วนใหญ่แล้วการทำวิธีนี้หากไม่ศึกษาให้เข้าใจก็จะทำให้เมล็ดพันธุ์เกิดเชื้อราได้ในภายหลังเพราะมีการปนเปื้อนไม่ว่าจากภายนอกเองหรือจากเนื้อที่ย่อยสลายของผักหรือผลไม้ที่ทำการเพาะนั้นโดยไม่ได้ถูกกำจัดทิ้งให้หมดเสียก่อนแต่ปัญหาเชื้อรานั้นอาจารย์ศักดิ์ก็มีทางออกให้คือการเพาะโดยการแช่น้ำซึ่งจะบอกในหัวข้อต่อไปเมื่อเตรียมอุปกรณ์ครบแล้วมาเริ่มกันเลยครับดังที่อาจารย์ท่านว่าไว้ผมเลยนำมาเขียนเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น(จริงๆท่านอาจารย์ศักดิ์อธิบายเข้าใจง่ายแล้วครับ)เริ่มแรกคือการนำกล่องมาทำความสะอาดแล้วก็ใช้กระดาษชำระหรือวัสดุเพาะอื่นๆได้เช่นสำลีกระดาษหนังสือพิมพ์กาบใยมะพร้าวหรือจะเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีและไม่มีเชื้อโรคหรือการย่อยสลายในเวลาอันรวดเร็วมากนักหากแช่อยู่ในน้ำก็สามารถนำมาใช้ได้นำวัสดุเพาะที่ได้ใส่ลงในกล่องให้มีความสูงประมาณครึ่งข้อนิ้วถึง1ข้อนิ้ว(ประมาณ1-2เซนติเมตร) ถามว่าทำไมถึงต้องขนาดนี้ตอบว่าไม่จำเป็นครับจะน้อยจะมากก็ได้อาจารย์ศักดิ์ไม่ได้บอกว่าเท่าไหร่แต่ที่ผมเจาะจงไว้เผื่อลืมในกรณีเกิดรากต้นไม้เจาะเข้าไปในวัสดุปลูกจะได้ไม่งอเพราะมีเนื้อที่ให้ลงได้ลึกและก็สะดวกด้วยเค้าจะแทงรากและโตมีใบอ่อนในกล่องปลูกเลยเพื่อเวลานำไปลงกระถางหรืออื่นๆจะได้ตัดแบ่งออกไปลงหลุมปลูกได้เลยแต่ส่วนใหญ่หลายท่านคงจะเฝ้ารอไม่ทันรากจะแทงลงแน่นอนแค่รากงอกเพียงเล็กน้อยก็ถือว่าอัตราการงอกสมบูรณ์แล้วครับ เมื่อใส่กระดาษชำระจนได้ที่หรือวัสดุปลูกอื่นๆพร้อมแล้วก็ใส่น้ำให้ท่วมกรณีมีสเปรฉีดน้ำก็ฉีดให้ชุ่มๆเลยนะครับหรือหากกะไม่ได้ว่าต้องฉีดประมาณไหนผมแนะนำฉีดให้ชุ่มโชกครับสำหรับผมเทน้ำลงให้ท่วมทิ้งไว้ซักพักแล้วค่อยรินน้ำออกให้เหลือติดก้นกล่องนิดหน่อยรวมกับที่อยู่ในกระดาษชำระก็มากพอจนชุ่มนำเมล็ดพันธุ์ต่างๆลงเรียงสำหรับเพาะแบบไม่ใช้ดินได้เลยเสร็จแล้วตรวจดูสิ่งแปลกปลอมหากไม่มีอะไรก็ปิดฝาให้สนิดกันการระเหยของน้ำในกล่องครับหากน้ำระเหยต้องคอยวุ่นวายเติมน้ำกันอีกไม่จบสิ้นแต่หากปิดสนิทน้ำไม่ระเหยยิ่งเป็นขวดหรือกล่องใสๆจะสามารถดูการเปลี่ยนแปลงได้จากภายนอกเลยทิ้งไว้ไม่ต้องเปิดฝาหรือจะเปิดดูบ่อยๆก็ได้(ผมเปิดดูทุกวัน)จนกว่าเมล็ดพันธุ์ที่ได้จะมีการแทงรากออกมาครับซึ่งก็กะไม่ได้ว่าเมล็ดพันธุ์อะไรใช้เวลาและอัตราการงอกกี่ชั่วโมงกี่วันครับง่ายๆแค่นั้นเองสำหรับผู้ที่ทดลองแล้วประสบปัญหาขึ้นราหรือเน่าหรือคำถามที่ว่าเมล็ดผลไม้กินเสร็จแล้วเอามาเพาะเลยได้หรือไม่ตอบว่าได้ครับแต่ควรแกะเนื้อที่หุ้มเมล็ดออกให้หมดก่อนเช่นอินทผลัมกะท้อนทะเรียนพวกนี้ต้องเอาเนื้อหุ้มเมล็ดออกก่อนให้หมดไม่อย่างนั้นหากทำการเพาะเมล็ดแบบไม่ใช้ดินในกล่องปิดแบบนี้จะขึ้นราได้เพราะเนื้อจะย่อยสลายกลายเป็นราดำได้ การแก้ปัญหาการเกิดราในขั้นตอนการเพาะเมล็ดแบบไม่ใช้ดินแกะเปลือกออกให้เหลือแต่เม็ดภายในหากเปลือกที่ว่าแกะยากให้แช่น้ำทิ้งไว้จนกว่าจะสามารถแกะเปลือกออกได้แต่อาจเปลี่ยนน้ำที่แช่ทุกวันเพื่อป้องกันน้ำเน่าแช่ทั้งเมล็ดจนกว่าเปลือกจะหลุดไปเองหรืออ่อนนุ่มจนปอกออกได้หรือแช่จนเกิดตุ่มรากจึงนำออกมาเพาะในภาชนะปิดอีกครั้งเมล็ดที่เพาะได้แก่กะท้อนทุเรียนอินทผลัมมะเฟืองมะไฟและพืชผักผลไม้ที่มีเนื้อติดเมล็ดยากที่จะแกะออกได้ใส่กล่องเพาะด้วยวิธีการเพาะเมล็ดโดยไม่ใช้ดินตามที่อธิบายไว้แต่แรกสามารถทำได้หลากหลายชนิดของพืชผักผลไม้ปัจจัยในการงอกของเมล็ดการมีชีวิตของเมล็ดนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะเมล็ดการที่เมล็ดมีชีวิตอยู่ได้น้อยอาจเนื่องจากการเจริญเติบโตของเมล็ดไม่เหมาะสมขณะที่ยังอยู่บนต้นแม่หรือเนื่องจากได้รับอันตรายขณะทำการเก็บเกี่ยวหรือขบวนการในการผลิตเมล็ดไม่ดีพอสภาพแวดล้อมในขณะเพาะเมล็ดต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นน้ำแสงอุณหภูมิออกซิเจนแต่การเพาะเมล็ดแบบไม่ใช้ดินสามารถควบคุมน้ำแสงและออกซิเจนได้ซึ่งในขั้นตอนการเพาะงอกนี้พืชไม่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนและแสงในการเติบโตมากนัก การนำเมล็ดไปแช่น้ำจะช่วยให้เมล็ดพืชงอกได้เร็วกว่าปกติทั้งนี้เพราะน้ำจะทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัวจึงเป็นการช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้นน้ำที่ใช้แช่อาจจะเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นและช่วงเวลาการแช่จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับชนิดพืชพืชบางชนิดใช้เวลานานถึง1–2วันบางชนิดใช้เวลาประมาณ6–12ชั่วโมงทั้งนี้สังเกตจากขนาดของเมล็ดขยายใหญ่และเต่งขึ้นหรือเปลือกหุ้มเมล็ดนิ่มก็นำไปเพาะได้พืชที่นิยมใช้วิธีนี้ได้แก่น้อยหน่ามะขามมะละกอหน่อไม้ฝรั่งข้าวผักชี สำหรับเมล็ดที่มีรากงอกแล้วขนาดไหนถึงจะนำออกมาเพาะลงถุงเพาะชำได้ตอบว่าแล้วแต่ความชอบแต่หากให้ต้นอ่อนโตในกล่องจำเป็นต้องมีสารอาหารและแสงแดดซึ่งการเติบโตในภาชนะปิดสนิดนั้นไม่เหมาะต่อการเติบโตของต้นอ่อนจึงจำเป็นต้องมีการย้ายต้นอ่อนในกรณีที่มีรากยาวเกินขนาดความสูงของกล่องหรือคิดว่ารากคงไม่แทงทะลุวัสดุปลูกแล้วหรือต้นอ่อนบิดเบี้ยวและพยายามที่จะชูยอดขึ้นสูงแล้วจึงนำออกมาปลูกในถุงปลูกได้ข้อแนะนำกรณีการนำต้นอ่อนลงถุงปลูกหากว่าเป็นต้นอ่อนและมีใบอ่อนแล้วอาจารย์ศักดิ์แนะนำว่าให้ใช้ไม้หรือตะเกียบเสียบลงในวัสดุปลูกให้ลึกเท่ากับความยาวของรากแล้วค่อยๆใช้ปากคีบหรือมือจับคีบต้นอ่อนระวังอย่าให้รากช้ำหรือต้นอ่อนช้ำหรือหักค่อยๆหย่อนลงรูปลูกและถนดินลงรูไม่ต้องกดใช้น้ำพรมๆหรือค่อยๆรดให้ดินไหลลงรูนั้นแล้วนำไปพักไว้ในร่มเพราะต้นอ่อนไม่ต้องการแดดจัดกรณีที่นำเมล็ดที่ยังไม่เกิดเป็นต้นอ่อนเพียงแต่มีรากงอกหรือรากแทงและคิดว่ายาวเกินกล่องเพาะแล้วให้นำไปฝังให้ส่วนรากแทงลงดินระวังอย่าให้รากช้ำหรือหักแล้วใช้ดินกลบบริเวณรอบๆบางๆเท่านั้นพออย่าพยายามฝังเมล็ดพันธุ์เพราะจะทำให้อัตราการตายสูง ขอบคุณมาณที่นี้ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลอ้างอิงการขยายพันธุ์พืชกรมส่งเสริมการเกษตร/การเพาะเมล็ดแบบไม่ใช้ดินของsak1201ภาพประกอบอาจารย์ศักดิ์(sak1201)และท่านอื่นๆที่ไม่ได้เอ่ยนามในเว็บเกษตรพอเพียงhttp://www.kasetorganic.com

“เปิดตลาดมะยมแดง”แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร

มะยมแดงหรือ“มะยมฝรั่ง”เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางสูงประมาณ3–10เมตรมีถิ่นกำเนิดจากประเทศบราซิลถูกนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ขายในประเทศไทยนานแล้วมีลักษณะพิเศษคือติดผลดกและผลสุกเป็นสีส้มหรือสีแดงเข้มผลสุกมีรสเปรี้ยวจัดรับประทานได้ส่วนใหญ่นิยมนำไปทำเป็นน้ำผลไม้ปั่นในน้ำเชื่อม มะยมแดงหรือ“มะยม ฝรั่ง”มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าEUGENIAUNIFLORALINN. ชื่อสามัญSURINAMCHERRY,CAYENNECHERRY,PITANGA อยู่ในวงศ์MYTACEAEเป็นพืชใบเดี่ยวลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขาบริเวณปลายยอดกิ่ง ก้านจะเปราะและแตกง่ายเปลือกต้นขรุขระสีเทาปนน้ำตาลใบเป็นใบรวมมีใบย่อยออกเรียงแบบสลับกันเป็น2แถวแต่ละก้านมีใบย่อย20–30คู่ใบรูปขอบขนานกลมหรือค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนปลายใบแหลมฐานใบกลมหรือมนขอบใบเรียบ "ดอก"จะออกเป็นช่อตามซอกใบตามกิ่งแต่ละช่อประกอบด้วยดอกสีขาวอมชมพูย่อยขนาดเล็กจำนวนหลายดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆเวลามีดอกจะสวยงามและส่งกลิ่นหอมโชยเข้าจมูกเมื่อเข้าไปยืนใกล้ๆต้นทำให้รู้สึกสดชื่นดีมาก “ผล”กลมแป้นเป็นพู7-8พูคล้ายผลมะยมทั่วไปมีเมล็ด1เมล็ดผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือขาวแกมเหลืองเนื้อฉ่ำน้ำเมล็ดรูปร่างกลมแข็งสีน้ำตาลอ่อน1เมล็ดขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่งและติดผลปีละ2ครั้ง สำหรับวิธีการปลูกเนื่องจากมะยมแดงเป็นผลไม้ที่มีเมล็ดหุ้มเปลือกหนาเพาะแบบธรรมดาน้ำจะซึมเข้าเมล็ดลำบากทำให้โอกาสน้อยที่จะงอกซึ่งตามหลักแล้วจะนำเมล็ดไปแช่ในด่างเช่นโซดาไฟหรือกรดเพื่อให้กัดเปลือกหุ้มเมล็ดเสียก่อนหรืออีกวิธีคือฝนเปลือกหุ้มเมล็ดให้บางแล้วนำไปแช่น้ำก่อนนำไปเพาะอีกทีเหมือนกับเมล็ดพืชที่มีเปลือกหุ้มเมล็ดหนาๆส่วนมากก็ต้องใช้วิธีแบบนี้ สำหรับใครที่สนใจกิ่งพันธุ์สอบถามได้ที่สวนปู่สร้อยทองคุณเอกเบอร์โทรศัพท์ 09-9350-9645

“ฟาร์มผลิตลูกไก่ได้เดือนละประมาณ1,000ตัว ราคาจำหน่ายอยู่ที่ตัวละ20บาท รวมแล้วมีรายได้ประมาณ20,000บาท/สัปดาห์

แม้ไก่พื้นเมืองมีลักษณะที่แข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อมและหากินได้เก่งแต่ถ้าต้องการให้ไก่มีประสิทธิภาพการผลิตที่ดีและมีความต่อเนื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในด้านการจัดการโดยเฉพาะไก่พ่อแม่พันธุ์ ซึ่งถือเป็นต้นทางของการผลิตถ้าพ่อแม่พันธุ์ให้ไข่ดีและมีจำนวนมากจำนวนไก่พื้นเมืองที่ออกสู่ตลาดก็จะมีจำนวนมากขึ้นเช่นกันซึ่งนั่นหมายถึงการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรในระหว่างทางของการผลิตนั่นเอง คุณวีรพงศ์สถานสถิตย์หนุ่มวิศวกรรมที่หันมาเอาดีกับการเลี้ยงไก่พ่อแม่พันธุ์ประดู่หางดำเชียงใหม่ภายใต้ชื่อ“ฟาร์มวีรพงศ์ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่”เลขที่224หมู่2ตำบลแม่แฝกอำเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่(โทร.08-90636153)ให้ข้อมูลว่าก่อนหน้านี้เป็นพนักงานโรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์แต่ทว่าปลายปี2554โรงงานประสบปัญหาน้ำท่วมทำให้ไม่สามารถดำเนินการผลิตบริษัทจึงมีนโยบายลดจำนวนพนักงานตนเองจึงสมัครใจลาออกมาทำให้ได้ค่าตอบแทนจำนวนหนึ่งซึ่งก็ตั้งใจว่าจะกลับมาประกอบอาชีพอยู่ที่บ้านเกิด “ก่อนหน้านั้นได้คิดอยู่แล้วว่าถ้ากลับบ้านมาจะทำอาชีพอะไรกับที่สวนจำนวน10ไร่ที่ตนเองมีซึ่งก็ได้หาข้อมูลด้านการเกษตรได้เจอเรื่องของไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ ซึ่งก็รู้สึกชอบระหว่างที่ยังทำงานอยู่นั้นจึงได้ส่งเงินให้พ่อมาสร้างโรงเรือนเพื่อเลี้ยงไก่โดยเริ่มเลี้ยงขุนไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่จำนวน300ตัวโดยฝากให้พ่อเลี้ยงให้เมื่อเลี้ยงไปได้ประมาณ2เดือนก็จับจำหน่ายปรากฎว่าได้กำไรถึง9,000บาทแม้เป็นรายได้ที่ไม่สูงเท่ากับการทำงานในโรงงานขณะนั้นแต่ทว่าได้กลับมาอยู่บ้านไม่มีค่าใช้จ่ายได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวจึงได้สมัครใจลาออกจากโรงงาน” พอได้มาเลี้ยงไก่อย่างเต็มตัวซึ่งเวลานั้นตลาดต้องการลูกไก่จำนวนมากแต่ฟาร์มที่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กลับผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการตนเองจึงเปลี่ยนจากเลี้ยงไก่ขุนมาเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เพื่อจำหน่ายลูกโดยเริ่มเลี้ยงจาก300แม่และขยายมาเป็น600แม่ในปัจจุบันส่วนโรงเรือนที่ใช้เลี้ยงเป็นโรงเรือนเปิดกว้าง5เมตรยาว32เมตรซึ่งสร้างง่ายๆตามต้นทุนที่มีแต่ก็สามารถเลี้ยงไก่และให้ผลผลิตได้ค่อนข้างดีส่วนการเลี้ยงการจัดการก็ช่วยกัน2คนกับภรรยาอย่างการผสมเทียมทั้งหมดใช้เวลาเพียง3ชั่วโมงเท่านั้น “ฟาร์มผลิตลูกไก่ได้เดือนละประมาณ1,000ตัวราคาจำหน่ายอยู่ที่ตัวละ20บาทรวมแล้วมีรายได้ประมาณ20,000บาท/สัปดาห์เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆทั้งต้นทุนอาหารค่าน้ำค่าไฟเรียบร้อยแล้วต่อเดือนมีกำไรไม่ต่ำกว่า50,000บาทซึ่งถือเป็นรายได้ที่ดีเลยทีเดียวแต่ที่สำคัญได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา” ที่มา http://www.topicza.com/news68994.html?d=06042018&f=33070

สอนเทคนิคการเลี้ยงแมงดา ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงจับขายเพื่อให้เกิดรายได้

วิธีเลี้ยงแมลงดานา เริ่มต้นเลี้ยงแมลงดาทำอย่างไร เลือกสถานที่สงบเงียบขุดเป็นบ่อสี่เหลี่ยมขนาดพอประมาณแล้วแต่จะเลี้ยงมากหรือน้อยขังน้ำได้ประมาณ30เซนติเมตรหรือเลี้ยงในถังพลาสติกขนาด1000ลิตรก็ได้คลุมบ่อด้วยผ้าตาข่ายป้องกันแมลงดานาหนี ปลูกไม้น้ำให้แมลงดานาอาศัย ปล่อยพ่อแม่พันธุ์แมลงดานาลงไป1ตารางเมตรชะประมาณ5คู่ให้อาหารพวกลูกกบ การเลี้ยงแมลงดานาในถังพลาสติก โดยขั้นตอนการเลี้ยงไม่ยากเริ่มจากการเตรียมพ่อแม่พันธุ์และใช้ถังไฟเบอร์ขนาดความจุ1ตันทำตะแกรงสีเขียวปิดป้องกันการหลบหนีติดตั้งท่อน้ำระบบพ่นฝอยที่ด้านบนของถังมีประตูระบายน้ำและจัดสภาพแวดล้อมเลียนแบบธรรมชาติเพื่อกระตุ้นให้พ่อแม่พันธุ์วางไข่ การกินอาหารของแมลงดา วิธีจับเหยื่อกินของแมลงดานาจะเกาะตามกอหญ้าสงบนิ่งปล่อยให้เหยื่อไม่ว่าจะเป็นลูกอ๊อดลูกกุ้งหรือลูกปลาว่ายน้ำเล่นจนเพลินเมื่อเหยื่อเคลื่อนที่เข้ามาใกล้จะจับเหยื่อไว้แน่นแล้วแทงด้วยปากที่แหลมคมพร้อมกับปล่อยสารบางชนิดเข้าในตัวเหยื่อจนหมดแรงและตายลงในที่สุดและดูดน้ำเลี้ยงหรือของเหลวในร่างกายเหยื่อจนหมดทำซ้ำหลายครั้งจนอิ่มและปล่อยเหยื่อทิ้งไป การเริ่มเพาะแมลงดานาในบ่อดิน แมลงดานาจะเริ่มวางไข่รุ่นที่1ในเดือนมิถุนายนรุ่นที่2,3และ4จะวางไข่ในเดือนกรกฎาคมสิงหาคมและกันยายน-ตุลาคมแมลงดานาจะกินอาหารที่ยังมีชีวิตและเคลื่อนไหวได้และไม่ยอมกินอาหารที่ตายแล้วหลังเตรียมบ่อนำกอหญ้าหรือกกปลูกในบ่อเป็นแถวคล้ายกับการดำนา ให้พอเพียงกับแมลงดานาใช้เกาะอาศัยปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์แล้วประมาณ1เดือนในช่วงผสมพันธุ์แมลงดานาเพศผู้จะผลิตสารที่มีกลิ่นฉุนเพื่อดึงดูดเพศเมียให้มาเป็นคู่ผสมพันธุ์หลังจากผสมพันธุ์ไม่นานแมลงดาจะวางไข่บนกิ่งไว้เหนือระดับผิวน้ำประมาณ15-20เซนติเมตรคราวละ100-200ฟอง โดยมีเมือกเหนียวยึดไว้กับต้นกกหรือต้นหญ้าแมลงดานาจะวางไข่เป็นแถวลักษณะกลมรีมีเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นยาว0.2เซนติเมตรสีน้ำตาลเข้มส่วนปลายจะมีรอยขีดและจุดสีน้ำตาลอ่อนตรงส่วนปลายสุดไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน7-8วันพร้อมทิ้งตัวลงน้ำในบ่อหากินอาหารขนาดตัวอ่อนยาว0.8เซนติเมตรจากนั้นจะลอก5 ครั้งโดยจะลอกคราบทุกๆ5-7วันและเป็นตัวเต็มวัยเมื่ออายุ32-43วัน ข้อเสียของการเลี้ยงในบ่อดินคือเราสังเกตุลูกแมลงดาวัยอ่อนยากมากมองไม่เห็นเพราะลูกแมลงดาจะปรับสีตามสภาพแวดล้อม การเลี้ยงแมลงดานาในถังพลาสติก หาถังพลาสติกขนาดความจุไม่น้อยกว่า1000ลิตรมีรูระบายน้ำล้นกรณีที่เราพ่นน้ำทำฝนเทียมเพราะระดับน้ำไม่นิ่งแมลงดานาจะไม่วางไข่ปิดตาข่ายด้านบน(ภาพ1) ปล่อยพ่อแม่พันธุ์แมงดานาลงไปประมาณ5คู่ใช้ไม้ไผ่พันด้วยตาข่ายเพื่อให้แมลงดานาวางไข่(ภาพ2) ให้อาหารพ่อแม่พันธุ์เมื่อแมลงดานาสมบูรณ์เร่งให้แมลงดานาวางไรโดยการฉีดพ่นน้ำในตอนกลางคืนแมลงดานาก็จะวางไข่บริเวณไม้ที่เราเตรียมไว้(ภาพ3ลูกแมลงดากำลังออกจากไข่) นำไข่แมลงดาไปเพาะในบ่อเพาะฟักต่อไปบ่อเพาะฟักเราจะนำไข่แมลงดามาแขวนไว้เหนือบ่อน้ำในบ่อเพาะฟักประมาณ7-8วันแมลงดานาก็จะฟักเป็นตัวหล่นในบ่อน้ำเป็นแมลงดานาตัวอ่อน ข้อสังเกตุในการเพาะแมลงดา ทำให้แมลงดาไข่และออกลูกง่ายมาก การเร่งให้แมลงดาไข่ให้ใส่ลูกกบลูกเขียดเป็นลงไปให้มากให้แมลงดาที่จับจากธรรมชาติกินอย่างเต็มที่เปิดสปิงเกอร์ทุกวันวันละ2-3ชั่วโมงตอนกลางคืนไม่เกิน7วันแมลงดาจะพร้อมที่จะวางไข่เคยให้พวกปลาต่างๆปรากฎว่าเร่งไข่ได้ไม่ดี ลูกอ่อนของแมลงดานาต้องให้ลูกออดกินถึงจะลอกคราบได้ดีเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูงแมงดานาที่เพาะเลี้ยงนั้นยังมีปัญหาหลายประการ แมลงดานาตายที่พบคือแมลงดานาตายโดยไม่ทราบสาเหตุอาจเป็นเพราะหมดอายุเพราะที่นำมาเพาะส่วนใหญ่จะนำพ่อแม่พันธุ์มาจากธรรมชาติทำให้ไม่ทราบอายุที่แน่นอนซึ่งวงชีวิตแมลงดานาประมาณ1ปีอาหารเคยลองให้อาหารต่างๆแก่แมลงดานาทุกช่วงอายุปรากฏว่าลูกอ๊อดลูกกบดีที่สุด ดังนั้นถ้าจะเลี้ยงแมลงดานาให้สำเร็จต้องหัดเพาะกบให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาเลี้ยงแมลงดานาเพราะใน1วันลูกแมลงดานากินลูกอ๊อดวันละ1ตัวแมลงดานาฟักออกจากไข1แม่ประมาณ80-150ตัวถ้าออกไข่พร้อมกัน5แม่จะต้องใช้ลูกอ๊อดเป็นอาหารวันละ400ตัวกบ1ตัวเมือเพาะจะลูกกบประมาณ1000-1500ตัวนี่คือปัญหาในการเลี้ยงแมลงดานา การเลี้ยงและดูแล การปล่อยพ่อแม่พันธุ์และเริ่มเลี้ยงจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูฝนที่มีอากาศความชื้นและปริมาณฝนตกที่สามารถกระตุ้นให้แมงดานาเริ่มการผสมพันธุ์ อาหารที่ให้จะเป็นลูกปลาขนาดเล็กกุ้งลูกอ๊อดลูกน้ำม้าน้ำจืดหรือสัตว์น้ำขนาดเล็กโดยการปล่อยเลี้ยงในบ่อเพื่อแมงดานาจับกินอาหารเองตามธรรมชาติ

Recent Posts